ตอนพักเที่ยงเอารองเท้าไปซ่อม
กะว่าจะไม่ชื้อใหม่ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง
เจ้าของร้ายซ่อมรองเท้าเป็นชายที่ยังไม่สูงอายุนัก
แต่งตัวปอน ๆ ผิวคล้ำแดด เหงือโซมกาย
เขานั่งซ่อมรองเท้าอยู่กับพื้นที่ริมทางเท้า
แววตามุ่งมั่น ท่าทางขยันขันแข็ง
เราถามว่ารองเท้าที่ให้ซ่อมจะได้เมื่อไหร่
ช่างมองรองเท้าแล้วถามว่าจะไปทานข้าวใช่ไหม
เราตอบรับ..เขาบอกว่าทานข้าวเสร็จก็มารับได้เลย
พอทานข้าวเสร็จเราเดินกลับไปทางเดิม
ในใจไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รองเท้า
เพราะเคยซ่อมรองเท้าที่อื่น ใช้เวลาครึ่งวัน หรือไม่ก็ข้ามวัน
แต่แล้วก็ได้รองเท้าจริง ๆ ตามที่ช่างรับปากไว้
ค่าซ่อมก็ถูกแสนถูก หรืออาจจะเพราะรองเท้าเราไม่ได้ป่วยมากก็ได้
ก่อนที่จะเดินจากไป
สายตาเหลือบไปเห็นสมุดโน้ตเล่มเล็กที่วางไว้บนโต๊ะเตี้ย ๆ
สมุดนั้นกางอยู่ มีปากกาคั่นหน้าไว้
ข้างในสมุดมีลายมือโย้เย้เขียนไว้ตัวโต ๆ
"พ่อจ๋า...หนูรักพ่อ"
ฉันเดาว่า เจ้าของลายมือโย้เย้ตัวโต ๆ
น่าจะเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
ทำคนอ่านน้ำตาซึมด้วยความรู้สึกอบอุ่น และตื้นตัน
ถึงตอนนี้ก็ไม่แปลกใจแล้ว
ว่าทำไมซ่อมรองเท้าที่นี่แล้วได้เร็วทันใจ
ช่างคนเก่งคงได้รับพลังจากเจ้าของลายมือนี้
...ทำรองเท้าเสร็จทัน ได้กลับบ้านไว
แม่น้ำหวานยาใจคงได้กินขนมกัน...